บั้นปลายที่น่าเศร้าของตำนานกังฟู หลิวเจียฮุย

  โพสเมื่อ: วันอังคาร 18 มิถุนายน 2013, หมวดหมู่ กอสซิป เข้าดู 218 ครั้ง
หลิวเจียฮุย

บทหลวงจีน ภาพของหลิวเจียฮุย

เป็นที่รู้กันดีว่าโลกของหนังกังฟูนั้น ทุกอย่างเริ่มต้นจาก “บรูซ ลี” ก่อน “เฉินหลง” จะมาสานต่อ ถึงยุคสมัยของ “หลีเหลียนเจี๋ย” และ “ดอนนี เยน-เจินจื่อตัน” สร้างตำนานที่ยังไม่จบลงในปัจจุบัน

แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ยังมีนักแสดงระดับรอง ๆ ลงมาช่วยสร้างสีสันให้กับวงการหนังหมัดมวยอยู่ตลอด บางคนมีผลงานเพียงไม่กี่เรื่อง ส่วนบางคนแม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ค้างฟ้า แต่ก็ได้รับการจดจำจากแฟน ๆ หนังจนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ “หลิวเจียฮุย” ผู้เคยโลดแล่นอยู่ในยุคหนึ่ง แม้จะลดระดับลงมาบ้างในระยะหลัง แต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของแฟน ๆ อยู่ตลอด

หนุ่มจากวางตุ้งที่ชื่อตามใบเกิดว่า “เสียนจินสี” มีโอกาสได้เข้าฝึกฝนวิชามวยหงกวนที่สำนักของ หลิวชาน ศิษย์หลานของ หวงเฟยหง ซึ่งที่นั่น เขาได้ทำความรู้จักกับศิษย์พี่อย่าง หลิวเจียเหลียง และ หลิวเจียหยง ลูกชายทั้งสองคนของอาจารย์ ซึ่งเพราะความเคารพในอาจารย์เป็นอย่างมากเขาถึงกับเปลี่ยนชื่อของตัวเองเป็น หลิวเจียฮุย เลยทีเดียว แม้จะไม่ได้เป็นลูกบุญธรรมของตระกูลหลิวอย่างที่หลายคนเข้าใจก็ตาม

กระทั่งเมื่อหนุ่มแน่นความโดดเด่นในวิชาหมัดมวยก็ทำให้ หลิวเจียฮุย ได้งานในวงการภาพยนตร์ โดยเป็น หลิวเจียเหลียง ศิษย์พี่ซึ่งได้งานเป็นผู้กำกับคิวบู๊ในบริษัทชอว์บราเดอร์เป็นผู้ป้อนให้

แม้จะได้บทตัวประกอบเสียเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งโผล่มาฉากเดียวตาย แต่ หลิวเจียฮุย ก็ค่อย ๆ สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะพื้นฐานหมัดมวยที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กถือว่าสร้างความแตกต่างให้กับเขา ดูโดดเด่นกว่าดาราชอว์บราเดอร์ส่วนใหญ่ ที่มาฝึกกังฟูเพื่อเข้าฉากหนังกันเอาในตอนโต

หลังเป็นทั้งสตั้นแมน และตัวประกอบอยู่นานหลายปี ในที่สุดเขาก็เริ่มได้บทที่มีความสำคัญขึ้นในหนังของ จางเชอะ ก่อนจะได้รับบทเด่นขึ้นและถูกจำจดได้ไม่น้อยใน “ถล่มเจ้าระฆังทอง” (1977) ผลงานของศิษย์พี่ หลิวเจียเหลียง ที่ได้ขึ้นชั้นมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ในงานชิ้นนี้

และเป็นหลิวเจียเหลียงนี่เองที่ยื่นบทนำให้กับ หลิวเจียฮุย ในหนังกังฟูเส้าหลินที่เรียกได้ว่าดังที่สุดตลอดกาลอีกเรื่องอย่าง “ยอดมนุษย์ยุทธจักร” (1978) หรือชื่อภาษาอังกฤษ The 36th Chamber of Shaolin งานที่เขาได้สวมบทบาทเป็น “หลวงจีนซันเต๋อ” ที่ต้องฝ่า 35 ด่านเพื่อสำเร็จยอดวิชาแห่งเส้าหลิน และกลับไปแก้แค้นแทนบิดามารดาที่โดนพวกแมนจูฆ่าตาย

หนังประสบความสำเร็จถึงขั้นมีภาคต่อตามออกมาอีก 2 ภาค เป็นไตรภาคหนังกังฟูที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ แถมยังข้ามโลกไปดังที่อเมริกาภายใต้ชื่อ Master Killer อีก โดยเฉพาะในกลุ่มคนผิวสีจน หลิวเจียฮุย กลายเป็นนักบู๊ขวัญใจของแวดวงฮิปฮอปไปเลย

หลิวเจียฮุย ร่วมงานกับ หลิวเจียเหลียง ในหนังหลายเรื่องตลอดปลายยุค 70s ถึงต้น 80s ส่วนใหญ่แทบทุกเรื่องถูกยกย่องในเวลาต่อมาให้เป็นหนังกังฟูคลาสสิกของวงการ ไม่ว่าจะเป็น “ถล่มสำนักสิงห์กวางตุ้ง” (Martial Club, 1981) ที่เขาแสดงเป็นหวงเฟยหงในวัยหนุ่มอีกเรื่อง ส่วน “ไอ้เณรจอมเทวฤทธิ์” (Dirty Ho, 1981) ก็เป็นหนังกังฟูแนวตลกที่ทั้งบู๊มัน และทั้งฮาได้ “ถึง” ที่สุดเรื่องหนึ่ง

ส่วนใน “จอมยุทธกระบองกล” (The Eight Diagram Pole Fighter, 1981) หนังตระกูลหยางที่ หลิวเจียฮุย สวมบทบาทเป็น หยางอู๋หลาง ลูกชายคนที่ 5 ของแม่ทัพหยางเย่ เป็นงานที่เขาได้เป็นพระเอกแบบตกกระไดพลอยโจน เพราะพระเอกตัวจริงอย่าง ฟู่เซิง ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขึ้นมา ก่อนที่หนังจะถ่ายทำจบ แต่แล้วด้วยวิกฤติที่เกิดขึ้น หนังกลับออกมาสนุกเกินคาด ทั้งตึงเครียด และดุเดือด จนถือว่าเป็นงานที่ปิดฉากยุคทองของ ชอว์บราเดอร์ อย่างสวยงามก็ว่าได้ ฉากที่ หลิวเจียฮุย ในบท อู่หลาง ใช้ธูปจี้ศีรษะตัวเองเพื่อบวชเป็นพระ หลังเสียพี่น้องไปในสงครามก็ทำออกมาได้อย่างทรงพลังจริง ๆ

หลิวเจียฮุย พร้อมเอกลักษณ์ศีรษะโล้นเตียนกลายเป็นภาพจำที่ชัดเจนแห่งหนังกังฟูในยุคนั้น พอ ๆ กับภาพมวยเมา ๆ ของ เฉินหลง ใน ไอ้หนุ่มหมัดเมา ที่ถือว่าเป็นแสงสุดท้ายแห่งยุครุ่งเรืองของหนังประเภทนี้ก่อนจะดับวูบลง และแม้จะกลับมาสร้างสีสันอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ก็ไม่ได้เจิดจรัสเหมือนเดิมอีกเลย

แม้ชื่อเสียงโดยส่วนตัวของ หลิวเจียฮุย จะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับคนที่ขึ้นชั้นเป็นตำนานอย่าง บรูซ ลี, หลี่เหลียนเจี๋ย หรือ เฉินหลง แต่หากวัดกันที่งานเพียงอย่างเดียว และเฉพาะเจาะจงไปถึงหนังกังฟูแบบดั้งเดิม ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หลิวเจียฮุย คนนี้มีผลงานดี ๆ มากกว่าใคร

กระทั่งหลังพ้นยุคของตนเองไปแล้ว หลิวเจียฮุย ก็ยังรับงานแสดงต่อไป แม้จะต้องหันไปรับบทรอง ๆ ลงไปก็ตาม แต่ก็มีงานที่น่าจดจำอยู่เสมอ บทตัวร้ายในหนัง “โหดทะลุแดด” (Tiger on the Beat, 1988) ที่เขาประชันบทบาทกับ โจวเหวินฟะ ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานการแสดงที่คนรุ่นหลังน่าจะพอจำได้

ส่วน “แตะเธอโลกแตกแน่” (Treasure Hunt, 1994) นี่ผมประทับใจโดยส่วนตัวเป็นพิเศษครับ ในหนังเกี่ยวกับสายลับ (โจวเหวินฟะ) ที่ถูกส่งตัวไปปกป้องสมบัติของชาติ (ที่หนังจะเฉลยว่าคือสาวสวยคนหนึ่งที่แสดงโดย อู๋เชี่ยนเหลียน) ซึ่งในเรื่อง หลิวเจียฮุย จะสวมบทบาทเป็นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินที่กุมความลับบางอย่างเอาไว้ แต่กลายเป็นว่าทั้งฝีไม้ลายมือในการแสดง และบทบู๊แนวกังฟูโบราณของเขา กับดาวดังที่โลกลืมแห่งชอว์บราเดอร์อีกคนอย่าง กัวะจุ้ย กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนัง ขโมยซีนคู่พระนางไปเลยทีเดียว

พูดได้ว่าหลังปิดฉากยุคของตัวเอง หลิวเจียฮุย อาจจะไม่ได้เป็นดาราแถวหน้า และเป็นดาราประเภทที่หากพูดชื่อขึ้นมาหลาย ๆ คนอาจจะทำหน้างง แต่ถ้าเห็นภาพก็คงร้องอ๋อกันแน่นอน

ตลอดหลายปีหลังยุครุ่งเรือง เขายังมีงานออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ มีโอกาสได้แสดงเป็นทั้งตัวร้ายในหนัง และหนังชุดของทีวีบีหลายเรื่อง แต่ภาพในยุครุ่งเรืองของ หลิวเจียฮุย ก็ยังทำให้เขากลายเป็นขวัญใจแฟน ๆ หนังกังฟูมากมาย

หนึ่งในแฟนคลับชาวต่างชาติที่ชื่อว่า เควนติน ตารันติโน่ มีโอกาสสร้างหนังแอ็กชั่นบูชาหนังบู๊ยุค 70s เรื่อง Kill Bill ก็ยังติดต่อให้ หลิวเจียฮุย มารับบทในเรื่องด้วย กับการสวมบทบาทเป็นถึง 2 ตัวละคร ในภาคแรกเป็นหัวหน้าของกลุ่มหน้ากาก ที่ใครเห็นแล้วก็นึกออกทันทีว่าเป็นการบูชาตัวละคร “เคโต” ของ บรูซ ลี

ส่วนในหนังภาค 2 เขายิ่งมีบทเด่นขึ้นไปอีก กับการเล่นเป็น “ไป่เม่ย” นักพรมคิ้วขาว ผู้ถ่ายทอดวิชากระบี่ให้กับตัวละครนางเอกของ อูมา เธอร์แมน เป็น ไป่เม่ย แบบเดียวกับที่ หลอลี่ เคยสวมบทบาทเอาไว้ และพะบู๊กับ หลิวเจียฮุย มาในหนังหลายเรื่อง

จนเมื่อเร็ว ๆ มานี้เกิดเรื่องเศร้ากับยอดารากังฟูขวัญของแฟน ๆ ทุกคนอย่าง หลิวเจียฮุย ที่ป่วยด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกอย่างกะทันหัน ถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถขยันเขยื้อนได้อย่างปกติ แถมเรื่องความขัดแย้งในครอบครัวข้อพิพาทกับลูก ๆ และภรรยาเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็ยิ่งทำให้เรื่องยุ่งขึ้นไปอีก (เข้าใจว่าภรรยาของเขาเป็นคนไทยด้วย) เป็นฉากเศร้าในชีวิตของพระเอกในดวงใจ ที่แฟน ๆ หนังกังฟูทุกคนคงได้แต่สลดใจ

หลิวเจียฮุย

เมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังดูแข็งแรง

หลิวเจียฮุย

ภาพอาการป่วย และประเด็นปัญหาชีวิต เป็นข่าวต่อเนื่องในสื่อฮ่องกงมาหลายเดือน

 

หลิวเจียฮุย

เพียงไม่กี่ปีแทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

 

 

 

 

ที่มา: รักดารา



ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Variety Update